เพชรบูรณ์ เมืองแห่งผู้นำ off-grid 100% เป็นรายแรกของไทย

off-grid  คืออะไร น้อยคนที่เข้าใจ และ ความโหยหาอิสระภาพทางด้านการใช้พลังงาน ที่สามารถผลิตด้วยตัวเอง  และผู้คนส่วนใหญ่ยังคิดว่าสิ่งนั้น เป็นไปไม่ได้เสมอ ซึ่งทางเราได้ต่อสู้ และเผยแพร่ความรู้ด้านการใช้พลังงานกังหันลมมานาน ร่วม 10 ปี.   จนรู้ว่า พลังงานกังหันลมนั้น มีทั้งจุดเด่นและด้อย ซึ่งทางเราก็ได้แก้จุดด้อย ด้วยการใช้พลังานร่วม  นั้นก็ เมือ่มี แสงแดด  พลังานโซลาร์เซลล์ จะเป็นพระเอก  และ  ตะวันบ่ายคล้อย  พลังานกันลมก็เป็นพระเอก ไม่ว่าจะเป้นวันที่ เฆมคลึ้ม หรือ วันผนตก .  นั้นคือ แนวคิด

แต่แนวคิด จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ ระบบนี้ถูกใช้งานจริงๆ  ไม่ใช่เพียงเป็นแค่ระบบเสริม   นี้คือ ระบบหลัก และ ระบบใช้งานจริงๆ กับเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด โดยสามัญประจำบ้าน  ไม่เว้นแต่ระบบแอร์ หรือ ระบบปรับอากาศ   การใช้งานทั้งหมดนี้ ไม่มีข้อกังขาใดๆ   ถึงแม้จะเป็นการ ตัดขาดจากระบบการไฟฟ้าโดยสี้นเชิง  หรือว่า ระบบการไฟฟ้าจะมาถึงหน้าก็ไม่มีความหมายใดๆ ใน เชิงสัญลักษณ์ .

โปรเจ็คนี้ ดูเหมือนจะไม่แตกต่างจากโปรเจ็คอื่นๆ   แต่ ผู้เป็นเจ้าของ ไม่ยินยอม และยินดีกับ การใช้’งาน ระบบไฟฟ้าหลักที่มาจากการไฟฟ้าเลยแม้แต่นิดเดียว นั้นคือ เงื่อนไข

แต่ นั้น ก็คือ  โอกาสดีๆ  กับโปรเจ็คนี้   ทางคุณบรรจง และ ทีมงานไทยวินด์มิลล์ได้รับโอกาสแบบนี้  จะเหมือนฝัน อย่างที่ตั้งใจ ว่าสักวันหนึ่ง  ผู้คนส่วนใหญ่ เหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นๆ    และ บ่อยขึ้นๆ กับ ผู้ที่สนใจด้านพลังงานการผลิตไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นลม และ แสงแดด  นั้นก็คือมี จุดหมายเดียวกัน คือ ใช้พลังงานที่เราผลิตเอง

และ สิ่งสำคัญ การออกระบบการใช้งานจริงๆ  นั้น ต้องมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ .มากกว่า 95% หรือ อาจจะต้องถึง 99%  เลยทีเดียว   อุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป้น  อุปกรณ์ในการจัดเก็บพลังงานที่เรียกว่า  ชาร์ทเจอร์  และ  อินเวอร์เตอร์  ซึ่ง เป็นแหล่งจ่ายพลังงาน ให้กับ เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมด.   นั้นคือ  หัวใจของระบบ
.รูปนี้ที่บ้าบ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

ภาพการใช้พลังงานกังหันลม และ ระบบโซลาร์เซลล์ร่วมกัน

ภาพอุปกรณ์ที่ทำหน้าเป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับบ้าน

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

เรียนรู้วิธีสร้า้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 500 วัตต์

สามารถใช้กับอุปกรณ์ที่จำเป็นได้ในชีวิตประจำวันสำหรับบ้านหลังเล็กๆแบบพอเีพียง

มีรูปภาพประกอบอย่างละเอียดติดตามชมได้ รูปร่างกังหันลมที่จะทำเหมือนรูปตัวอย่างนี้

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

ปฏิรูปพลังงาน : เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า (กรณีศึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)

เมื่อพูดถึงการปฏิรูปพลังงานหลายคนจะมุ่งเป้าไปที่กิจการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่บทความนี้จะพูดถึง

การปฏิรูปกิจการไฟฟ้า เพราะแม้มูลค่าทางการค้าของกิจการไฟฟ้าจะมีขนาดประมาณ 1 ใน 2 ของมูลค่าน้ำมันที่คนไทยใช้ทั้งหมด

แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในกิจการไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นรุนแรงมาก

นักวิทยาศาสตร์ที่ห่วงใยสังคมได้ประเมินแล้วว่าอันตรายมากที่สุดในโลกในบรรดาภัยจากภาคอุตสาหกรรมทั้งหลาย

ขณะนี้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2013) จะก่อสร้างไฟฟ้าถ่านหินถึง 10 โรงในหลายจังหวัดของภาคใต้ ทั้งๆ

ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอาหารทะเลชั้นนำของโลก

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจจะลืมไปแล้วถึงผลกระทบต่อชาวแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพราะสื่อเกือบทั้งหมดต่างรับเงินค่าโฆษณาจำนวนมหาศาลจากพ่อค้าพลังงาน สื่อจึงทำหน้าที่รายงานแต่สิ่งที่ไม่สำคัญ จนถึงขั้นบิดเบือน เช่น “เก็บอากาศบริสุทธิ์ใส่ขวด” แต่ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยชั้นนำในเยอรมนีพบว่า โรงไฟฟ้าถ่านหิน 300 โรงทำให้คนยุโรปอายุสั้นลง 11 ปี (จากรายงาน Silent Killers : Why Europe must replace coal power with green energy ดาวน์โหลดได้ครับ)

นี่คือความจริงที่พ่อค้าพลังงานไม่อยากให้คนไทยได้รับทราบ

คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีทางเลือกอื่นไหม? คำตอบคือมีครับ และเพื่อให้เกิดพลังใจในการอ่าน

ผมขอเรียนสรุปในเบื้องต้นว่า ทั้งๆ ที่เยอรมนีมีแสงแดดน้อยกว่าไทย แต่ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงแดด (โซลาร์เซลล์) ในเยอรมนีในปี 2556 ถ้าสามารถนำมาป้อนให้คนไทยได้จะเพียงพอสำหรับ 17 จังหวัดภาคเหนือและ 14 จังหวัดภาคใต้รวมกัน

เรื่องที่ผมจะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก

เมื่อท่านอ่านจบแล้ว ผมเชื่อว่าท่านคงจะมีความเห็นคล้องกับผมว่า เป็นสิ่งที่สามารถปฏิรูปได้ง่ายกว่า

กิจการน้ำมันที่พัวพันกับกลุ่มทุนระดับ โลก โดยประชาชนมีส่วนในการผลักดันนโยบายและรับผลประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและ ทั่วถึง

ผมจะนำเสนอโดยลำดับเป็นข้อๆ ดังนี้

1. ในปี 2554 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้จ่ายค่าไฟฟ้าเฉลี่ย เดือนละ 2.1 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเยอะพอที่จะต้องคิดแก้ปัญหา มูลนิธิฯ จึงได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารซึ่งมี 4 ชั้น โดยเสร็จใช้งานได้ในเดือนตุลาคม 2554 โดยมีขนาด 11 กิโลวัตต์ ใช้พื้นที่ประมาณ 68 ตารางเมตร ในราคา 1.5 ล้านบาท เฉลี่ย 1.36 แสนบาทต่อกิโลวัตต์ (ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่แพงเมื่อเทียบกับราคาปัจจุบัน เพราะว่าราคาลดลงตลอด และมีระบบโครงสร้างที่รับแผงซึ่งผมเห็นว่าดีเกินไป)

2. จากการสอบถามเลขาธิการมูลนิธิ (คุณสารี อ๋องสมหวัง) ได้ความว่าระบบที่ติดตั้งจะทำให้ค่าไฟฟ้าที่มูลนิธิใช้ลดลง เพราะไฟฟ้าที่ผลิตเองได้จะถูกนำมาใช้ ถ้าไฟฟ้าที่ผลิตได้เองไม่พอใช้ กระแสไฟฟ้าจากระบบสายส่งของการไฟฟ้านครหลวงจะเข้ามาเสริม แต่ถ้าผลิตเองได้มากจนเหลือใช้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุด) กระแสไฟฟ้าที่เหลือก็จะไหลเข้าสู่ระบบสายส่งของการไฟฟ้า แต่การไฟฟ้าไม่ยอมจ่ายค่าไฟฟ้าที่รับไป ทั้งๆ ที่มีมูลค่า ระบบที่ติดตั้งที่นี่ไม่มีแบตเตอรี่นะครับ

3. หลังจากติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แล้วค่าไฟฟ้าลดลงจากเดือนละ 21,125 บาทมาเหลือเฉลี่ยเดือนละ 13,030 บาท ทั้งๆ ที่ในระยะหลังมูลนิธิมีเจ้าหน้าที่มากขึ้นและมีห้องสตูดิโอเพิ่มขึ้นด้วย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากกราฟ)
ปฏิรูปพลังงาน : เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า (กรณีศึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)

4. เนื่องจากระบบที่ติดตั้งไม่สามารถตรวจวัดได้ว่า ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองมีกี่หน่วย และการใช้ไฟฟ้าในแต่ละเดือนก็ไม่คงที่ ประกอบกับข้อมูลบางส่วนก็ขาดหายไป ผมจึงใช้วิธีการประมาณการตามหลักวิชาคณิตศาสตร์

สรุปได้ว่า ในเดือนตุลาคม 2554 ระบบที่ติดตั้งนี้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 2,394 หน่วย คิดเป็นเงิน 9,044 บาท (หน่วยละ 3.78 บาท)

จากข้อมูลดังกล่าว พบว่า โดยเฉลี่ยแผงโซลาร์เซลล์นี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ กิโลวัตต์ละ 217 หน่วยต่อเดือน หรือวันละ 7 หน่วยต่อกำลังผลิต 1 กิโลวัตต์

ถ้าคิดเป็นต่อตารางเมตร พบว่าสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.14 หน่วย

โดยทฤษฎี ความเข้มของพลังงานแสงแดดในประเทศไทยสามารถให้พลังงานเฉลี่ย 5.04 หน่วยต่อตารางเมตร ดังนั้นระบบที่ติดตั้งของมูลนิธิฯ ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 22% ซึ่งถือว่าสูง แต่อย่าลืมว่าเป็นการประเมินบนขีดจำกัดของข้อมูลดังที่กล่าวแล้ว

ภาพข้างล่างเป็นข้อมูลเสริมที่ผมใช้ในการบรรยายให้ชาวบ้านที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินฟังครับ อาจจะทำให้ท่านเข้าใจดีขึ้น

ปฏิรูปพลังงาน : เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า (กรณีศึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)

และเพื่อให้เห็นความวิริยะของชาวเยอรมัน ผมขอนำเสนออีกภาพครับ เป็นการติดตั้งบนอาคารของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บนพื้นที่หลังคา 3,100 ตารางเมตร โดยเฉลี่ยแล้วสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณแค่ 0.49 หน่วยต่อตารางเมตรเท่านั้น น้อยกว่าเรามาก แต่เขาก็ทำ!

ปฏิรูปพลังงาน : เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า (กรณีศึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงมหาวิทยาลัยที่ผมเคยสอนครับ บางคณะมีพื้นที่หลังคากว่า 15 ไร่

ถ้า ติดแผงโซลาร์เซลล์และคิดค่าไฟฟ้าหน่วยละ 6.16 บาท (ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ) ก็จะทำให้คณะนั้นจะมีรายได้ปีละ 30-35 ล้านบาท สบายๆ (หมายเหตุ ทั้งวิทยาเขตเสียค่าไฟฟ้าปีละประมาณ 170 ล้านบาท)

5. ที่กล่าวมาแล้วเป็นเรื่องจริงที่เกิดกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ทางมูลนิธิเคยสอบถามทางการไฟฟ้าว่า ทำไมไม่รับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือ คำคอบสั้นๆ แต่แสบ คือ ไม่มีนโยบาย

6. กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานมีโครงการส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ บนหลังคา โดยจะเดินไฟฟ้าเข้าระบบภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2556 จำนวน 200 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัยและอาคารธุรกิจอย่างละครึ่ง และแบ่งเป็นเขตนครหลวง (กฟน.) 40% และภูมิภาค 60% (หมายเหตุ แค่เกณฑ์นี้ก็เถียงกันได้แล้ว) โดยมีอัตรารับซื้อไฟฟ้าในกรณีบ้านอยู่อาศัย อาคารธุรกิจขนาดเล็ก อาคารธุรกิจกลาง-ใหญ่/โรงงาน หน่วยละ 6.96 , 6.55 และ 6.16 บาท ตามลำดับ

7. เป็นที่น่าแปลกใจมากว่า ทั้งๆ ที่กระทรวงพลังงานมีวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่าเพื่อ “สร้างมูลค่าเพิ่มบนหลังคาบ้านและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” แต่กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้กลับขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ กล่าวคือ “(1) อาคารต้องไม่เป็นหน่วยงานของรัฐ (2) กรณีเป็นนิติบุคคลต้องมีวัตถุประสงค์ในการจดทะเบียนต้องเกี่ยวกับการผลิตและ จำหน่ายไฟฟ้า และ (3) ต้องไม่ติดแผงโซลาร์เซลล์มาก่อน”

ผมคิดว่ามันคือกฎเกณฑ์ที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เลย ดังนั้น กรณีของมูลนิธิฯ จึงต้องตกไปเพราะข้อ (2) และ (3)

8. จากเอกสารเดิม เขียนว่า ถ้าลงทุนติดตั้งขนาด 1 กิโลวัตต์ (7 ตารางเมตร) จะใช้เงินลงทุน 6 หมื่นบาท (กรณีมูลนิธิฯ 1 กิโลวัตต์ 1.36 แสนบาท) จะผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1,300 หน่วย หรือวันละ 0.52 หน่วยต่อตารางเมตร (ประมาณครึ่งหนึ่งของมูลนิธิฯ) โดยมีระยะคืนทุน 6 ปี 7 เดือน

อย่า ลืมนะครับว่า ราคาแผงโซลาร์เซลล์มีราคาลดลงทุกปี ในขณะที่ประสิทธิภาพกลับเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากกลุ่มคนที่ศึกษาในกรณีของสหรัฐอเมริกาสรุปว่า ต้นทุนในสหรัฐอเมริกาลดลงเฉลี่ยปีละ 10% ในขณะเดียวกัน ต้นทุนในประเทศเยอรมนีก็มีประมาณครึ่งหนึ่งของในสหรัฐอเมริกา

เท่าที่ผมดูผ่านๆ ในเฟซบุ๊ก พบว่าราคาปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 4 หมื่นบาทต่อกิโลวัตต์ และจะถูกกว่านี้อีกในอนาคตอันใกล้

ใน เรื่องการคืนทุน กรรมการจากสภาอุตสาหกรรมท่านหนึ่งได้กล่าวนอกห้องประชุมแห่งหนึ่งว่า หากได้รับอนุญาตในประเทศไทยและอัตราการจ่ายในปัจจุบันจะสามารถคืนทุนได้ ประมาณ 4 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ข่าวการจ่ายใต้โต๊ะจึงหนาหูมาก

ประเด็นสำคัญของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์อยู่ที่ไหน? บทเรียนจากเยอรมนี

ใน ปี 1999 ดร.เฮอร์มันน์ เชียร์ (Hermann Scheer) อดีต ส.ส. ฝ่ายค้าน ได้เล่าให้ฟังว่า ตนได้ร่วมกับพรรคพวกเพียง 2-3 คนเท่านั้น สามารถผ่านกฎหมายที่มีชื่อว่า “Law for the Priority of Renewable Energies (กฎหมายเพื่อให้พลังงานหมุนเวียนก่อน)”

วิธี การในกฎหมายนี้มีสาระสำคัญง่ายๆ 3 ข้อเท่านั้น หากขาดข้อใดข้อหนึ่งหรือเพี้ยนไปจากนี้แม้เพียงเล็กน้อยก็จะไม่บรรลุตามความ มุ่งหมายของแนวคิด

ข้อที่ 1 ใครก็ตามที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ ให้สามารถป้อน (Feed In) กระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบสายส่งได้ก่อนและไม่จำกัดจำนวน

ข้อที่ 2 เป็นสัญญาระยะยาวประมาณ 20-25 ปี

ข้อที่ 3 ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น (บ้าง) ให้เป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ

การ ไปจำกัดจำนวนของกระทรวงพลังงานไทยจึงเป็นการฝ่าฝืนหลักการ สำคัญในข้อแรก ที่เหลือก็ไม่ต้องพูดกันให้เสียเวลา นอกจากนี้ยังมีระเบียบหยุมหยิมอีกเยอะมาก เช่นต้องมีวิศวกรเซ็นรับรองคำขอ เป็นต้น

สำหรับข้อ 3 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ผมคำนวณคร่าวๆ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณเดือนละ 20-30 บาทต่อครอบครัวเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับว่าจะผลิตเท่าใด) ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยคงจะยอมได้เพื่อแลกกับสุขภาพของผู้รับผลกระทบจากโรง ไฟฟ้าถ่านหิน

ประเด็นสุดท้าย ผมขอนำเรื่องราวของกลุ่มเคลื่อนไหวในสหรัฐอเมริกามาเล่าครับ พร้อมข้อมูลสำคัญในแผ่นสไลด์สำหรับท่านที่สนใจเชิงลึก

ปฏิรูปพลังงาน : เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงไฟฟ้า (กรณีศึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภค)

ขอบคุณที่ มา http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9570000021211

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

LIke to Facebook’s Banchong

สมาชิกท่านใดมี facebook  ก็สามารถ add เป้นเพื่อนกับ คุณบรรจง ได้โดยตรง  สอบถาม ปัญหา หรือ ความรู้ ที่เป็นประโยชน์  ขอเชิญที่ได้ที่

https://www.facebook.com/banchong.kayankit

ประกาศโดย ทีมงาน ไทยวินด์มิลล์

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

พ่อเอี่ยมแห่งบ้านดงยาง: นักประดิษฐ์นวัตกรรมสู้โลกร้อน

Tue, 07/03/2012 – 18:18
“พ่อเอี่ยม” แห่งบ้านดงยาง
ท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกขณะ และภัยพิบัติที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทั่วทุกมุมโลกกำลังพยายามหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ หลายฝ่ายเฝ้ารอการประชุมข้อตกลงวางแผนในระดับนโยบายร่วมกันทั่วโลก ในขณะที่สถานการณ์ต่างๆที่เป็นผลจากโลกร้อนได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของ คนทุกคนแล้ว
โดยเฉพาะ ภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาอาศัยฝนฟ้าอากาศจากธรรมชาติในการเพาะปลูกพืชพันธุ์ อย่างที่เราได้เห็นจากข่าวสารที่นำเสนอในแต่ละวัน  ไม่ว่าจะเป็น ความแห้งแล้งในฤดูร้อน  น้ำท่วมในฤดูฝน  แมลงศัตรูพืชระบาด หรือ สภาพอากาศที่คาดเดาได้ยากไม่เป็นไปตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ผลิตผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย แล้วผู้ที่แบกรับความเสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเกษตรกรเอง
ในขณะที่หลายๆคนยังรอคอยการแก้ไขในระดับนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐ ยังมีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งใน จ.ยโสธร ได้ร่วมมือกันลุกขึ้นมาต่อสู้และวางแผนรับมือกับสถานการณ์โลกร้อน และจากการร่วมกลุ่มกันครั้งนี้เอง ทำให้เกิดนักสู้กับการปรับตัวโลกร้อนขึ้นหลายต่อหลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ พ่อเอี่ยม สมเพ็ง ผู้ที่ชอบเรียนรู้ ทดลองและประดิษฐ์สิ่งแปลกๆใหม่ๆ ที่นำมาใช้ในการรับมือกับโลกร้อน แห่งบ้านดงยาง ต.บากเรือ อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร
เกษตรอินทรีย์ผสมผสาน การปรับตัวของเกษตรกรในวันที่โลกร้อน
พ่อเอี่ยมเป็นชาวนามากว่า 30 ปีปลูกข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียวบนที่นาประมาณ 20 ไร่แต่เดิมทำนาใช้สารเคมีเป็นหนี้เป็นสินบางปีฝนตกน้อย นาข้าวหว่านไปแล้วไม่ขึ้น บางปีน้ำท่วมหนัก ยังไม่ทันเกี่ยวข้าวก็จมน้ำ เป็นอย่างนี้สลับกันไปมาทุกปีโดยเฉพาะช่วงปีพ.ศ. 2549-50 ที่ฝนแล้งมาก อีกทั้งสุขภาพก็เสื่อมลงจากการใช้สารเคมี จนทำให้พ่อเอี่ยมคิดที่จะเลิกทำนา แต่เมื่อลองย้อนกลับไปทบทวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้น และเรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้พ่อเอี่ยมไม่รอช้า ลุกขึ้นมาปฏิวัติรูปแบบการทำนาใหม่
โดยสิ่งแรกที่ปฏิวัติคือการหันหลังให้กับสารเคมี และเปลี่ยนมาทำนาแบบเกษตรอินทรีย์แทน หลังจากได้เห็นพื้นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ และเสื่อมโทรมลง จนผลผลิตที่เคยเก็บเกี่ยวได้ลดลงไปมาก จากนั้นพ่อเอี่ยมก็เริ่มวางแผนทำนา โดยเอาประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งคอยบันทึกข้อมูลเรื่องฝนตกในแต่ละปี แต่ละวัน และวันละกี่ชั่วโมง ตลอด 10 ปีมาร่วมในการวางแผนทำนา เพราะใน จ.ยโสธร ยังมีระบบชลประทานน้อย ต้องรอฝนจากฟ้าเพียงอย่างเดียว เมื่อนำเอาข้อมูลเรื่องฝนตกมาวางแผนในการทำนา ทำให้คาดเดาได้ว่าฝนน่าจะเริ่มตกเมื่อไร แล้วต้องเริ่มหว่านกล้ารอฝนเมื่อใด
นาอินทรีย์ของพ่อเอี่ยม
ผักสวนครัวแหล่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร
นอกจากระบบเกษตรอินทรีย์ที่เป็นจุดเริ่มแล้วการปลูกพืชให้มีความหลากหลายมาก ขึ้น เช่น ผักสวนครัวผลไม้ และต้นไม้พื้นถิ่น ยังสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับพ่อเอี่ยมอีกด้วย เพราะถ้าปลูกข้าวไม่ได้ ก็ยังมีผัก ผลไม้ไว้ทานได้ ซึ่งนอกจากความอยู่รอดแล้ว การปลูกผัก ผลไม้เอง ก็ยังสร้างมั่นใจในการรับประทานอาหาร เพราะ มั่นใจได้ว่าไม่มีสารเคมีปนมาด้วย
แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฤดูกาลค่อยๆเลื่อนออกไป จนคาดเดาได้ยากขึ้น และบ่อยครั้งที่พอฝนตกก็ตกไม่มาก หรือบางทีก็ตกหนักจนน้ำเยอะไป หากยังคงทำตามแผนเดิมจากข้อมูลที่เคยเก็บไว้ในอดีตคงไม่ได้แน่ แต่อย่างไรก็ตามพ่อเอี่ยมก็ตั้งใจว่า เราต้องปรับตัวเองให้อยู่ได้กับภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป
สิ่งสำคัญของการเพาะปลูกคือระบบน้ำในไร่นา ซึ่งพ่อเอี่ยมได้ทำการขุดสระน้ำ 1 ไร่ และบ่อใต้ดิน กระจายในแปลงนา รวมประมาณ 8 แห่ง ซึ่งสระที่ขุดไว้นอกจากจะกักเก็บน้ำในช่วงหน้าฝนไม่ให้ท่วมแปลงนา แล้วในช่วงหน้าแล้งยังได้นำน้ำออกมาใช้ ทำให้พ่อเอี่ยมสามารถจัดการน้ำในแปลงให้พอเพียงกับการเพาะปลูกตลอดทั้งปี แต่ในการสูบน้ำขึ้นมาใช้จากสระและบ่อใต้ดิน ก็เพิ่มต้นทุนให้กับพ่อเอี่ยมซึ่งต้องใช้น้ำมันในการสูบน้ำ และนี้ก็เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่สร้างความท้าทายให้กับพ่อเอี่ยมในการคิดค้น วิธีการสูบน้ำ โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน
จากการจัดการน้ำในแปลงเกษตร สู่นักประดิษฐ์พลังงานทำมือ
หลังจากค้นคว้าหาวิธีการสูบน้ำแบบต่างๆ พ่อเอี่ยมก็มาคิดถึงทรัพยากรที่อยู่ใกล้ตัวเรา และไม่ต้องเสียเงิน เป็นของจากธรรมชาติ นั่นก็คือ ลม ซึ่งตั้งแต่โบราณก็มีการใช้ลมในการสูบน้ำอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นการทำนาเกลือ หรือการสูบน้ำในการเกษตร
แต่โจทย์ต่อมาที่พบก็คือ ในพื้นที่มีลมอ่อนถึงปานกลาง แล้วลมอ่อนๆจะมีแรงพอที่จะสูบน้ำขึ้นมาได้หรือไม่ ซึ่งพ่อเอี่ยมได้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆที่สนใจการทำกังหันลม ลองประดิษฐ์กังหันลมแบบต่างๆ โดยที่แต่ละคนจะมีแนวคิด และรูปแบบของกังหันลมที่แตกต่างกันไป เมื่อใครลองทำอะไร ก็จะนำมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกันพัฒนาให้ดีขึ้น
กังหันลมสูบน้ำผู้ช่วยในการรับมือสภาวะอากาศแปรปรวน
สำหรับพ่อเอี่ยมได้ลองทำกังหันลมแนวแกนนอน โดยใบพัดทำมาจากเศษวัสดุที่หาได้ง่าย ตั้งแต่ผ้า แผ่นโฆษณาหาเสียง จนแผ่นอลูมิเนียม ส่วนเพลาที่ใช้หมุนเพื่อนำไปสูบน้ำก็ดัดแปลงมาจากเครื่องเจียรบ้าง จักรยานบ้าง ซึ่งในการทดลองแต่ละครั้ง จากร้อยพันครั้ง พ่อเอี่ยมได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆเพิ่มเติม ไม่ว่าการทดลองนั้นจะสำเร็จหรือล้มเหลว และในที่สุดพ่อเอี่ยมก็สามารถพัฒนากังหันลมที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ของพ่อ เอี่ยม และสามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้งานได้ในแปลงนาเป็นผลสำเร็จ
นอกจากกังหันลมแล้ว พ่อเอี่ยมและเพื่อนๆในกลุ่มได้ร่วมเรียนรู้ถึงเรื่องของพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเราสามารถนำเอาสิ่งที่อยู่ใกล้ๆตัวมาแปลงเป็นพลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำ วันได้ อย่างเรื่องง่ายๆ เช่น ก๊าซหุงต้ม ที่พ่อเอี่ยมจึงได้ลองทำบ่อก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์และเศษอาหารในครัวเรือน โดยใช้บ่อหมักก๊าซรูปโอ่ง ขนาดประมาณ 2,200ลูกบาศก์เมตร ซึ่งการหันมาทำก๊าซชีวภาพใช้ ทำให้พ่อเอี่ยมลดการใช้ก๊าซถังหุงต้ม นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดเศษอาหารที่เหลือ และกากที่ออกมาจากบ่อหมักก็ยังนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้อีกด้วย
แม้การทำก๊าซชีวภาพใช้เองจะประสบความสำเร็จแล้ว แต่พ่อเอี่ยมก็ยังไม่หยุดคิดค้นและพัฒนาก๊าซชีวภาพ ซึ่งก๊าซชีวภาพที่ได้นั้นเมื่อนำจุดไฟ เปลวไฟจะค่อนข้างอ่อน เนื่องจากบ่อหมักก๊าซและห้องครัวอยู่ห่างกันประมาณ5เมตร ทำให้แรงดันก๊าซน้อย พ่อเอี่ยมจึงนำเอาหลักการของแอร์แวร์ ที่มีใช้ในการส่งน้ำให้ได้ไกลขึ้น มาประยุกต์ใช้ ทำให้เมื่อจุดไฟ เปลวไฟจึงแรงขึ้นตามความต้องการของแม่บ้าน
เตาก๊าซชีวภาพเสริมด้วยระบบแอร์แวร์เพื่อเพิ่มความแรงของเปลวไฟ

งานอดิเรก กับเศษฟางเงินล้าน
นอกจากพ่อเอี่ยมจะเป็นนักประดิษฐ์แล้ว ยังมีความเป็นศิลปินในตัวด้วย เมื่อเสร็จจากงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำนา ทำสวน ดูแลสัตว์ และทดลองกังหันลมแล้ว ในเวลาค่ำคืนอันเงียบสงบ พ่อเอี่ยมจะเริ่มลงมือทำงานศิลปะ จากฟางข้าว ซึ่งมีทั้งความละเอียด ประณีตและความสวยงาม
ซึ่งแต่ละรูปพ่อเอี่ยมใช้ฟางไม่ถึงหนึ่งกำมือ และบรรจงค่อยๆตัด ค่อยๆวางเศษฟาง ค่อยๆทากาว ลงบนแผ่นไม้ โดยมีการเน้นแสงและเงา มิติของภาพ ตลอดจนความกลมกลืนเสมือนจริง ทำให้มีคนสนใจและขอซื้องานศิลปะของพ่อเอี่ยม โดยรูปๆหนึ่ง จากเศษฟางไม่ถึงกำ สามารถทำเงินให้พ่อเอี่ยมได้เป็นหลักพัน แม้เป็นแค่เพียงงานอดิเรกก็สามารถสร้างรายได้ให้กับพ่อเอี่ยมได้เช่นกัน
จากสถานการณ์โลกร้อนในปัจจุบัน การตั้งรับรอคอยทิศทางนโยบายจากฝ่ายวางแผนเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้อย่างทันท่วงที หากแต่เราผู้ซึ่งรู้จักทรัพยากรและท้องถิ่นของเราเองดีกว่าฝ่ายวางแผนใด เริ่มวางแผนเพื่อรับมือโดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ที่มี และความพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนา โดยไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว หากแต่ผลักดันให้เป็นบทเรียนและความพยายามที่จะข้ามฝ่าอุปสรรคต่างๆ อย่างพ่อเอี่ยม เราก็จะสามารถปรับตัวและรับมือกับโลกร้อนได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข
ที่มา  http://www.cckm.or.th/drupal/2012/07/196
Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

โคกขาม : บ้านของนกชายเลน (กังหันลมวิดน้ำ นาเกลือ)

salt02

ระยะต้นฤดูหนาวเช่นนี้ เป็นเวลาที่ชาวบ้านโคกขามต่างสาละวนกับภาระหน้าที่บนผืนดินของตน พวกเขาพากันเร่งมือเพื่อปรับสภาพพื้นที่ให้อำนวยต่อการทำนาเกลือ และในช่วงเวลาเดียวกันแปลงนาสี่เหลี่ยมที่ทอดตัวต่อเนื่องดุจตารางหมากรุกก็ เริ่มมีชีวิตชีวากว่าหลายเดือนก่อน

เมื่อนกชายเลนนับพันนับหมื่นตัวเดินทางมาถึงอ่าวไทยตอนใน และผืนนาเกลือที่เหลืออยู่ที่โคกขามยังคงเป็นความหวังในการพักพิงของนกเหล่า นี้

bird03

ทุกปีนับจากกลางฤดูฝนเป็นต้นไป  เป็นช่วงเวลาที่นกชายเลนนานาชนิดพากันบินย้ายถิ่นจากตอนเหนือของทวีปเอเชีย มาถึงประเทศไทย นกเหล่านี้พากันบินหลบหนีความหนาวเย็นลงมาพึ่งพิงความอบอุ่นของภูมิภาคตอน ใต้ จนกระทั่งฤดูหนาวผ่านพ้นไป นกจึงทยอยบินกลับไปจับคู่ผสมพันธุ์และสร้างรังวางไข่ทางถิ่นอาศัยตอนเหนือใน ช่วงที่อากาศพอเหมาะและมีอาหารสมบูรณ์อีกครั้ง จนเมื่อเลี้ยงลูกจนโต อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่ความหนาวเย็นมาเยือน ฝูงนกนักเดินทางจะพากันบินกลับลงใต้อีกครั้ง

ในการบินย้ายถิ่นลงใต้ นกต้องใช้เวลารอนแรมนานนับเดือน บินเป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร ดังนั้นพวกมันจำเป็นต้องเลือกเส้นทางบินที่มีอาหารสมบูรณ์ให้แวะลงหากินตลอด การเดินทาง เส้นทางบินของนกจึงจำเป็นต้องผ่านไปตามแนวชายฝั่งทะเลและแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เพื่อแวะเติมพลังงานและพักผ่อนตามจุดต่างๆ จนกว่าจะถึงที่หมายทางตอนใต้

หากพิจารณาจากแผนที่ จะเห็นว่าฝูงนกชายเลนต้องอาศัยบินเลียบชายฝั่งของผืนแผ่นดินใหญ่ นั่นหมายถึงแนวชายฝั่งของประเทศไทยมีความสำคัญต่อนกชายเลนจำนวนมากที่บิน ย้ายถิ่นลงมา เพราะตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของเส้นทางบินจากแหล่งขยายพันธุ์ในไซบีเรียกับ ปลายทางที่อินโดนีเซียหรือไกลถึงออสเตรเลีย โดยเฉพาะแนวชายฝั่งอ่าวไทยตอนในนับเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญต่อนกชายเลนมากที่ สุด

—————————————————–

bird01

ชายฝั่งของตำบลโคกขามในเขตจังหวัดสมุทรสาครนับเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของ อ่าวไทยตอนใน ชาวบ้านที่อาศัยตามชายฝั่งแถบนี้ยังยึดอาชีพทำนาเกลือ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และประมงชายฝั่งเป็นหลัก ดังนั้นโคกขามจึงเป็นแหล่งอาศัยสำคัญมากแห่งหนึ่งของนกชายเลน

ราวเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป นับจากหาดเลนชายฝั่ง เรื่อยเข้ามาตามบ่อเลี้ยงกุ้งและนาเกลือที่โคกขามจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงนกชาย เลนนานาชนิดที่สาละวนกับการหากินอยู่บนพื้นเลน ขณะที่นกตัวใหญ่ที่มีขายาวอย่างนกอีก๋อย (curlew) และนกปากแอ่น (godwit) เที่ยวเดินลุยน้ำหากินได้สะดวกตามบริเวณชายฝั่งหรือบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีน้ำ ลึก พวกนกตัวเล็กๆ ที่มีขาสั้นอย่างนกหัวโต (plover) และนกสติ๊นท์ (stint) ต้องเลือกอยู่ตามบริเวณที่มีพื้นดินแฉะๆ เพื่อช่วยให้เดินหากินได้สะดวก ไม่ต้องจมลงไปในเลนหรือน้ำลึก

แน่นอน! นาเกลือย่อมเป็นแหล่งหากินที่นกชายเลนขนาดเล็กชื่นชอบมากกว่าชายฝั่งหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

“การทำนาเกลือแบบพื้นบ้านจำเป็นต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายแปลง ใช้เป็นที่เก็บกักน้ำและให้เกลือตกผลึก เริ่มจากชักน้ำทะเลเข้ามาเก็บไว้ในนาตากน้ำ ก่อนปล่อยออกสู่นาเชื้อเพื่อกักน้ำไว้จนเกลือพร้อมจะตกผลึกจึงไขน้ำเข้าสู่ นาแปลงสุดท้ายที่เรียกว่า นาปลง ที่ปรับพื้นนาให้แน่นและเรียบสำหรับให้เกลือตกผลึก น้ำในนาปลงจึงเค็มจัดจนไม่มีสัตว์อาศัยอยู่ได้ ต่างจากนาตากน้ำและนาเชื้อที่เต็มไปด้วยสัตว์เล็กๆ ตามหน้าดินที่เป็นอาหารโปรดของนกชายเลน” คุณศักดิ์ชัย เนตรล้อมวงศ์หรือพี่สันต์ ประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขามให้ข้อมูลของนาเกลือที่เอื้อประโยชน์ต่อนก ตัวเล็กๆ

bird02

“ทุกปีจึงพบนกชายเลนตัวเล็กๆ ตามนาเกลือที่โคกขามเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนกที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างนกชายเลนปากช้อน (Spoon-billed Sandpiper) นกชนิดนี้เป็นนกชายเลนที่หายากที่สุดชนิดหนึ่ง ตามข้อมูลบอกว่าเหลืออยู่ไม่เกิน 1,000 คู่เท่านั้น แต่ก็สามารถพบในนาเกลือที่โคกขามได้ทุกปี จนทำให้บ้านเราเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก พอนกชายเลนปากช้อนมาถึงในช่วงปลายเดือนตุลาคม นักดูนกต่างประเทศก็เริ่มมาดูในช่วงนั้นเรื่อยไป” พี่สันต์บอกถึงความสำคัญของนาเกลือที่โคกขามให้ทราบด้วยความภูมิใจ

—————————————————–

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง อ่าวไทยตอนในที่มาพร้อมกับกระแสการพัฒนา ที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อวิถีพื้นถิ่นของชาวบ้านโคกขาม แต่ยังคุกคามต่อการดำรงชีวิตของนกชายเลนด้วย เริ่มจากการพัฒนารูปแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ส่งผลกระทบต่อการหากินของนก พร้อมกับนำมลพิษมาสู่ระบบนิเวศชายฝั่ง จนชาวบ้านไม่สามารถประกอบอาชีพได้เช่นเดิม กระทั่งส่งผลถึงบทสรุปด้วยการขายที่ดินในที่สุด

นาเกลือโคกขามที่ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่หลายพันไร่ก็หนีไม่พ้นวัฎจักรแห่งการเปลี่ยนแปลงตามกระแสสังคมด้วยเช่นกัน

salt04

“เริ่มแรกก็มีนากุ้งมาแทนที่ เพราะชาวบ้านเห็นรายได้ดีกว่า จึงขุดนาเพื่อเลี้ยงกุ้ง แต่พอขาดทุนจากกุ้งที่ราคาตกและปัญหาน้ำเสีย ก็ไม่มีใครหันกลับไปทำนาเกลืออีก ถ้าไม่หันไปเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างอื่น ก็ขายที่ทิ้งไป นาเกลือจึงเหลืออยู่เท่าที่เห็นนี่แหละ”

ผลของการลดลงของพื้นที่นาเกลือ ไม่เพียงฉายภาพเสื่อมสลายของอาชีพดั้งเดิมที่อยู่คู่กับชาวโคกขามมาตั้งแต่ ครั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาจัดสรรที่ดินเพื่อทำนาเกลือให้แก่ชาวบ้าน ตั้งปี พ.ศ. 2481 แต่ยังนำความยากลำบากมาสู่การดำรงชีวิตของเหล่านกชายเลนขนาดเล็กอีกด้วย เมื่อต้องเผชิญกับการขาดแคลนแหล่งหากินและถิ่นอาศัย สิ่งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรของนกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“กรณีการลดลงของนาเกลือซึ่งเป็นแหล่งหากินของนกชายเลนนี้ ชมรมฯ ก็พยายามแก้ไขปัญหา โดยมองว่า คนอยู่ได้ นกถึงจะอยู่ได้ ดังนั้นจึงต้องหาทางช่วยเหลือชาวบ้านก่อน เพื่อไม่ต้องหันไปทำอาชีพอื่น” พี่สันต์บอกให้ฟังถึงงานอีกชิ้นหนึ่งของชมรมฯ

salt03

“สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ ช่วยลดต้นทุนในการทำนา เดิมชาวบ้านเคยใช้กังหันลมช่วยในการวิดน้ำเข้านา แต่ภายหลังเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์หรือไฟฟ้าที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่เกลือกลับถูกลง พอจะหันไปพึ่งพาแรงลมอีกครั้ง เดี๋ยวนี้กังหันลมก็ตัวละหลายหมื่น ชาวบ้านไม่มีทุนพอ ชมรมฯ จึงได้ช่วยหาเงินมาสร้างกังหันให้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลโคกขาม ปีแรกนี้ก็ทำกังหันติดตั้งไว้สามตัว”

โครงการนำร่องในการช่วยเหลือชาวนาเกลือด้วย การติดตั้งกังหันลมเพื่อวิดน้ำเข้านาของชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติโคกขาม ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับชาวบ้าน แต่ยังนำภาพและบรรยากาศเก่าๆ กลับมาสู่ชุมชนแถบนี้อีกครั้ง สำหรับปีต่อไป ชมรมฯ จึงมีแผนเพิ่มจำนวนกังหันลมให้มากขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก อบต. โคกขามเช่นเดิม

————————————————

salt01

ทุกวันนี้ภาพของกังหันลมสีฟ้าอันใหญ่บนคันนาเกลือได้กลายเป็นสัญลักษณ์ สำคัญที่สื่อถึงการดำรงอยู่ของอาชีพพื้นถิ่นที่อยู่คู่กับโคกขามมาเกือบ 70 ปี

และตราบที่กังหันเหล่านี้ยังคงหมุนไปตามกระแสลมจากชายฝั่งอ่าวไทยตอนใน เราก็มั่นใจได้ว่า นกชายเลนตัวเล็กๆ ยังคงมีบ้านอันแสนสุขรออยู่เสมอที่โคกขาม…….

- See more at: http://www.sarakadee.com/blog/arungroj/2009/11/29/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99/

ที่มา http://www.sarakadee.com/blog/arungroj/2009/11/29/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%99/

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

หมู่บ้านกังหันลมซานส์ สคันส์ (Zaanse Schans)

หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) ทางตอนเหนือห่างจากอัมสเตอร์ดัมประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร มีการอนุรักษ์กังหันลม และบ้านเรือนดั้งเดิมของฮอลแลนด์ ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวดัชต์ ที่ใช้กังหันลมกว่าร้อยแห่งในงานอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17-18 โดยทำหน้าที่ผลิตน้ำมันจากดอกมัสตาร์ด กระดาษงานไม้ นอกจากนี้ภายในหมู่บ้านแห่งนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ อาทิเช่น พิพิธภัณฑ์เบเกอรี่ชีสฟาร์ม นาฬิกา ร้านขายเครื่องกาแฟและชา โรงบ น้ำมัน (Oil Mill) และโรงงานทำรองเท้าไม้ที่อยู่คู่กับชาวดัชต์มาแต่โบราณกาล

หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) ทัวร์เนเธอร์แลนด์(netherland) เที่ยวยุโรป ราคาถูก ฮอลแลนด์ ฮอลันดา หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) ทัวร์เนเธอร์แลนด์(netherland) เที่ยวยุโรป ราคาถูก ฮอลแลนด์ ฮอลันดา

หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) ทัวร์เนเธอร์แลนด์(netherland) เที่ยวยุโรป ราคาถูก ฮอลแลนด์ ฮอลันดา หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) ทัวร์เนเธอร์แลนด์(netherland) เที่ยวยุโรป ราคาถูก ฮอลแลนด์ ฮอลันดา

หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) ทัวร์เนเธอร์แลนด์(netherland) เที่ยวยุโรป ราคาถูก ฮอลแลนด์ ฮอลันดา หมู่บ้านกังหันลม (zaan schan) ทัวร์เนเธอร์แลนด์(netherland) เที่ยวยุโรป ราคาถูก ฮอลแลนด์ ฮอลันดา

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนซานส์ สคันส์จะได้พบกับความสวยงามอย่างลงตัวของหมู่บ้านที่สร้างขึ้นสไตล์บ้านไม้ แบบฮอลแลนด์ สัมผัสบรรยากาศแบบชนบทที่สวยงาม ซึ่งประกอบไปด้วยแม่น้ำ ทุ่งหญ้า และการปศุสัตว์





อีก หนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดมาเยือนคือ พิพิธภัณฑ์ซานส์ (Zaans Museum) ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารร่วมสมัย ที่ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิก ชื่อ Cor van Hillo และ Monique Verschaeren นอกจากนี้ยังมีการจัด พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ที่มีพื้นที่ครอบคลุมถึง 16,500 ตารางเมตร

กังหันลม


กังหันลมที่นี่เป็นกังหันที่ยังใช้งานได้ ทำหน้าที่เลื่อยไม้ บดเม็ดสี บดพืชน้ำมัน ฯลฯ นับเป็นเครื่องจักรกลที่คลาสสิคและน่าสนใจมากค่ะ
รองเท้าไม้ทำจากไม้ป๊อบล่า


นอกจากกังหันลมแล้วก็ยังมีรองเท้าไม้อีก ที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ Netherlands ไปที่ไหนก็มีโรงสาธิตทำรองเท้า  การผลิตชีส มีเยอะมากแทบทุกเมืองที่ผ่านเลยก็ว่าได้


แน่ นอนว่าหลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องทำรองเท้าจากต้นป๊อบล่า นั่นเป็นเพราะว่า ต้นป๊อบล่า นั้นเป็นไม้เมืองหนาว มีคุณสมบัติแข้งแรงไม่แตกง่าย แต่เหมาะแก่การขุดเจาะ และที่นำมาทำรองเท้า ก็เพื่อช่วยป้องกันน้ำกัดเท้านั่นเองค่ะ นอกจากนี้แล้วในพิพิธภัณฑ์ซานส์ ยังมีการจัดแสดงวิถีชีวิตต่างๆอีกมามาย ซึ่งคุณสามารถศึกษาข้อมูลได้จากเจ้าหน้าที่ในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะได้รับความรู้มากขึ้นค่ะ

ที่มา http://www.dek-d.com/board/view/2294268/

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

การกำจัดขยะ และ พลังงานไฟฟ้า


ประเทศไทยมีปัญหามานาน เรื่องการ กำจัดขยะ เพราะ เมืองไทย การทิ้งขยะพฤติกรรมแบบไม่แยก    ถึงแม้จะมีการแยกถังขยะ แต่ด้วยพฤติกรรมทิ้งรวมกันหมด  ทำให้การกำจัดนั้นยากลำบาก  จะนำสิ่งที่นำมารีไซเคิลใหม่นั้นก็ลยากำบากไปด้วย   การกำจัดขยะที่เหมาะสมที่สุด ก็คือ  แบบทั้งฝั่งกลบ และ แบบเผา โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานร้อนเป็นผลพลอยได้ของการเผาขยะ

ไม่ว่าการจำกัด ขยะแบบไหนก็มี สิ่งที่เกิด ขึ้นนั้นก็ คือ   กลื่น  หรือ ควัน ยังไม่รวมถึง ก๊าซต่างๆที่เกิดจากการเผา   ถึงแม้จะมีเทคโนโลยี่มากมาย แต่ด้วยจำนวนขยะที่มากมายล้นฟ้า สะสมกันอย่างยาวนาน

ถึงเวลาแล้ว ไม่ว่าจะ ระดับบ้าน หมู่บ้าน  ต้องช่วยกัน กำจัดขยะที่ต้นเหตุ เพื่อการกำจัดที่น้อยลง  โดยการคัดแยกก่อนทิ้ง เพื่อการนำกลับมาใช้ใหม่ได้   เมื่อแก้ที่ต้นเหตุแล้ว ทำให้ไม่ต้องใช้เทคโนโลยี่อะไร ให้ยุ่งยาก

เมื่อมีการเผา ขยะแล้วสิ่งที่ได้  ก็ คือ ความร้อน นำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้   แต่ด้วยการปล่อยของเสียที่เกิดเป็นควัน หรือ  CO2  และก๊าซอื่นๆ ที่ไม่ปลอดภัยต่อชุมชน ทำให้เกิดการประท้วงในชุมชนทุกๆแห่ง  ถึงแม้ว่าจะมีโครงการการจำกัดด้วยโรงไฟฟ้าขนาดชุมชน หรือ ระดับหมู่บ้านก็ตาม

** เตาเผาขยะ โดยภูมิปัญญาชาว  http://incinerator101.blogspot.com/

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

Enercon E-126 ใบกังหันลมที่สวยงาม

Enercon E-126 ถือว่าเป็นกังหันลมขนาดใหญ่มาก ด้วยขนาดกำลังผลิต 7.5 เมกะวัตต์ (MW) โดยมีความกว้างของเจนเนอร์เตอร์รัศมี 12 เมตร ระบบแบบ ไดเร็คไดร หรือ ไม่มีระบบเกียร์นั้นเอง สามารถผลิตไฟฟ้าออกมาที่ระดับ 400 โวลล์ระบบเอซี(AC) แต่ในความจริงก็คือ ผลิตไฟฟ้าในรูปดีซี (DC) ก่อน บนหัวของกังหันลมรุ่นี้จะมีอินเวอร์เตอร์  (Inverter) อยู่ข้างใน (nacelle ) พร้อมสรรพ ส่วนใบกังหันลม มี  3 ใบ มีขนาดรัศมีความกว้าง 127 เมตร  และความสูงเสาจากจุดหมุนอยู่ที่ความสูง 135 เมตร  ความเร็วในการหมูน 5 – 11.7  รอบต่อนาที

ที่มา http://www.enercon.de/en-en/66.htm

ดูรูปเพิ่ม http://en.wind-turbine-models.com/foto/746/enercon-e126-7-58-mw-wind-turbine-generator-rothensee-magdeburg

http://www.panoramio.com/photo/29945301

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed

โครงการกังหันลมคาดว่าน่าจะใหญ่ที่สุดของไทย

โครงการกังหันลม ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด คาดว่าน่าจะใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ลำดับ ชื่อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ขนาดกำลังการผลิต จำนวนที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลม วันที่ยื่นคำร้องข้อเสนอการขายไฟฟ้าเข้าระบบของ กฟผ. วันกำหนดเริ่มต้นซื้อขายไฟฟ้า SCOD
1 โครงการหาดกังหัน 1 36 เมกะวัตต์ ต.ระโนด อ.ระโนด จ.สงขลา 1 กุมภาพันธ์ 2555 21 มีนาคม 2558
2 โครงการหาดกังหัน 2 45 เมกะวัตต์ ต.หัวไทร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 1 กุมภาพันธ์ 2555 21 มีนาคม 2558
3 โครงการหาดกังหัน 3 45 เมกะวัตต์ ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช 1 กุมภาพันธ์ 2555 30 กันยายน 2558
4 โครงการหาดกังหัน 4 45 เมกะวัตต์ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา 5 มีนาคม 2556 ธันวาคม 2560

ข้อมูลจาก http://www.energyabsolute.co.th/index.php

Posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green) | Comments closed