7จังหวัดฮือต้านโรงไฟฟ้าชีวมวล

ปัญหาเกิด เพราะ

1. นักลงทุนที่เป็นเอกชน ทำโดยไม่สนใจประชาชน หรือ ชุมชน
2.รัฐ หรือ กระทรวงพลังงาน สนันสนุน ให้ตั้งโรงไฟฟ้า ชีวมวล โดยเอกชน
แต่เรื่องสิ่งแวดล้อม ประชาชน ต้องมาก่อน

อ้างอิง http://www.ftawatch.org/all/news/22571

ศุภกิจ นันทะวรการศุภกิจ นันทะวรการกลุ่ม ประชาชนและเอ็นจีโอ 7 จังหวัด รวมตัวต่อต้านโรงไฟฟ้าชีวมวล เหตุไม่มีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจก่อสร้างไฟฟ้า ระเบียบเปิดให้กำลังการผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ไม่ต้องทำอีไอเอ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สนใจชาวบ้าน สร้างปัญหาฝุ่นละออง ส่งหนังสือถึงกกพ.จี้ทบทวนกำหนดทิศทางการตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ ต้องผ่านความเห็นประชาชนก่อน

นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากกรณีกระทรวงพลังงานได้กำหนดแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี โดยได้กำหนดเป้าหมายที่จะรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลไว้ 3,700 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าที่จ่ายเข้าระบบแล้ว 1,610 เมกะวัตต์ ที่เป็นการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ช่วยลดปัญหาสภาวะโลกร้อนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่พบว่าเมื่อมีการนำนโยบายในการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลมา ปฏิบัติ พบว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชุมชน สร้างความขัดแย้งให้กับชุมชนที่ตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ เชียงราย ลำพูน ตาก ชัยภูมิ ประจวบคีรีขันธ์ ที่ออกมาต่อต้านการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลแล้ว

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ เป็นผลมาจากช่องโหว่ในระเบียบที่กำหนดไว้ว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ ไม่ต้องจัดทำรายงานศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน ทำให้ชุมชนขาดโอกาสการมีส่วนร่วมในการพิจารณาโครงการ หรือมาตรการในการพิจารณาให้ใบอนุญาตอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะผลิตกระทบที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จึงทำให้เกิดการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง

โดยมีตัวอย่างให้เห็นกรณีของโรงไฟฟ้าชีวมวลในอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ ที่ปัจจุบันเปิดดำเนินการทดลองเดินเครื่องแล้ว พบปัญหาฝุ่นละอองปกคลุมพื้นที่ และยังพบปัญหาการปลอมแปลงเอกสารในกระบวนการก่อสร้าง รวมถึงโรงไฟฟ้าชีวมวลในอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ก็พบปัญหาเช่นเดียวกัน เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ใช้เศษไม้เป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดการลักลอบตัดไม้หัวไร่ปลายนาเพื่อขายให้โรงไฟฟ้า เพราะไม้โตเร็วกว่าที่โรงไฟฟ้าปลูกไว้ นอกจากนี้ ยังดึงน้ำจากแม่น้ำพวงมาใช้ ทำให้กระทบต่อการใช้น้ำของครัวเรือนที่อยู่บริเวณโดยรอบ

ส่วนที่อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ได้มีการจัดเวทีประชาคมเพื่อขอความเห็นต่อการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล ประชาชนกว่า 90 % ไม่เห็นด้วย และไม่ยินยอมให้สร้างโรงไฟฟ้า ทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ ส่วนที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ได้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้วกว่า 30 % ได้มีการเปิดเวที เพื่อขอให้ระงับการก่อสร้างไว้ก่อน เนื่องจากการขออนุญาตตั้งแต่แรกเป็นการก่อสร้างอาคาร แต่มาภายหลังได้มาเป็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแทน

นายศุภกิจ กล่าวอีกว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้หากกระทรวงพลังงานจะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวลต่อไป ก็ควรที่จะมีการทบทวนนโยบายการปฏิบัติใหม่ หาแนวทางที่เป็นทางออกร่วมกัน โดยกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ออกมา เนื่องจากเวลานี้มีโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกกว่า 100 โครงการที่อยู่ระหว่างการรอใบอนุญาตก่อสร้างอยู่ หากให้ผู้ประกอบการเป็นผู้ตัดสินใจก่อสร้างเพียงฝ่ายเดียวปัญหาก็จะเกิดตาม มาอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดทางเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้ง 7 จังหวัด จึงได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เพื่อขอเสนอให้ โรงไฟฟ้า ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด และภาครัฐ มาร่วมตกลงกำหนดกรอบกติกาในการพัฒนาโรงไฟฟ้าชีวมวลขึ้นมาใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางในการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลในแต่ละจังหวัด ว่าแต่ละจังหวัดมีศักยภาพเหมาะสมกับเชื้อเพลิงประเภทใด ผลิตไฟฟ้าได้ในปริมาณที่เท่าใด รวมถึงมีเทคโนโลยีอื่นมารองรับหรือไม่ นอกเหนือจากการนำเชื้อเพลิงมาเผาและผลิตไฟฟ้า อย่างเทคโนโลยีแก๊สซิไฟเออร์ แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็สามารถกระจายการตั้งโรงไฟฟ้าไปอยู่ตามที่ต่างๆ ได้ ซึ่งจะช่วยลดการขนส่งเชื้อเพลิง หรือการแย่งชิงเชื้อเพลิงนอกพื้นที่ได้ อีกทั้ง ยังช่วยลดการแย่งชิงน้ำในแต่ละพื้นที่ได้ด้วย

ทั้งนี้ หากทางภาครัฐยังไม่เข้ามาดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ นอกจากจะทำให้เกิดความขัดแย้งในแต่ละพื้นที่แล้ว ก็จะทำให้การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ด้วย

This entry was posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green). Bookmark the permalink.

Comments are closed.