พม่าหยุดจ่ายแก๊ส. กับ การมีผลกระทบกับ คนไทยทั้งประเทศ

กระทรวงพลังงานพร้อมรับมือบริหารจัดการภาวะวิกฤต ในช่วงแหล่งก๊าซฯยาดานาหยุดซ่อมบำรุงฯ ในระหว่างวันที่ 5 – 14 เมษายน 2556

เมื่อ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติที่ประเทศไทยนำเข้ามาจากสหภาพพม่า จำนวน 2 แหล่ง ได้แก่ แหล่งยาดานา และแหล่งเยตากุน ซึ่งในภาวะปกติประเทศไทยจะรับก๊าซฯจากสหภาพพม่าซึ่งมีกำลังการผลิต ประมาณ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แต่ในช่วงวันที่ 4-12 เม.ย.นี้ แหล่งยาดานาได้มีการหยุดซ่อมบำรุงท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการทรุดตัวของแท่นก๊าซเผาทิ้งและแท่นที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องมีการติดตั้งใหม่ จึงส่งผลให้ต้องหยุดการรับก๊าซจากแหล่งในสหภาพพม่าทั้งหมด เนื่องจากค่าความร้อนจากแหล่งยาดานาและแหล่งเยตากุนมีความแตกต่างกันมาก

เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบจากการซ่อมบำรุงดังกล่าว กระทรวงพลังงานจึงได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการด้านเชื้อเพลิง โดยมีข้อสรุป ดังนี้

ด้านก๊าซธรรมชาติ กระทรวงพลังงานได้ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เจรจากับ บริษัท Total ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแหล่งก๊าซยาดานา โดยได้เลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงออกไปเป็นช่วงเวลา 12.00 น. ของวันที่ 5 เมษายน 2556 ซึ่งจะทำให้ลดความเสี่ยงของระบบไฟฟ้าและลดการใช้น้ำมันเตาได้ถึง 26 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซล 15 ล้านลิตร ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงลง นอกจากนี้ ได้ประสานกับผู้รับสัมปทานของแหล่งไพลินเหนือ ซึ่งมีกำลังการผลิตก๊าซฯ 210 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งปลาทอง ซึ่งมีกำลังการผลิตก๊าซฯ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ให้เลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงในช่วงดังกล่าวออกไปก่อนจนกว่าการซ่อมบำรุงแหล่ง ก๊าซ ยาดานาจะแล้วเสร็จ

ด้าน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กระทรวงพลังงานให้จัดทำการสำรองน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลให้กับโรงไฟฟ้าเพื่อ ใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในช่วงการหยุดจ่ายก๊าซฯ และให้เตรียมการจัดการก๊าซ NGV โดยในเบื้องต้นจะมีปริมาณก๊าซค้างในท่อ (Line Pack) 350 ล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งจะจ่ายให้กับสถานีNGVแม่ ในจังหวัดราชบุรีได้โดยไม่ได้รับผลกระทบ สำหรับสถานีอื่นๆ จะใช้ก๊าซฯจากฝั่งตะวันออกจ่ายย้อนเข้ามา ซึ่งสามารถใช้กับรถยนต์ทั่วไปได้ และสำหรับผลกระทบด้าน LPG เนื่องจากมีการจัดส่งก๊าซเข้าโรงแยกก๊าซในระบบลดลงประมาณ 10,000 ตัน ซึ่งได้มีแผนรองรับโดย 5,000 ตันจะใช้ในส่วนของ Inventory ที่มีอยู่ และอีก 5,000 ตัน จะพิจารณานำเข้าเพิ่มเติม

ด้านไฟฟ้า กระทรวงพลังงานได้สั่งการให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เดินเครื่องโดยการปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้า เป็นน้ำมันดีเซลในโรงไฟฟ้าที่ต้องเดินเครื่องในช่วงการหยุดจ่ายก๊าซฯ อาทิ ในกลุ่มโรงไฟฟ้าฝั่งตะวันตก (โรงไฟฟ้าราชบุรี ราชบุรีเพาเวอร์ และโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอร์ยี่) นอกจากนี้ ให้ กฟผ. ประสานกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ที่ใช้อัตราไฟฟ้าแบบ Interruptible Rate ให้ทำการลดใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีการหยุดซ่อมบำรุง ซึ่งจะทำให้ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 56 เมกะวัตต์

อนึ่ง ในวันที่ 5 เม.ย. 2556 ซึ่งเป็นวันที่คาดการณ์ว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดในรอบปีและอาจมีการใช้ไฟฟ้าสูง สุด กระทรวงพลังงานได้จัดกิจกรรมรณรงค์ ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลา 14.00-14.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล และวันที่ 13 มี.ค.2556 กระทรวงพลังงาน พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเตรียมการซ้อมแผนรองรับสภาวะวิกฤตด้านพลังงานของประเทศไทย เพื่อเป็นแนวทางเตรียมความพร้อมให้แก่ประเทศหากเกิดภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน ต่อไป

“ จากสภาวะวิกฤตการณ์ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ กระทรวงพลังงานพยายามบริหารจัดการ แก้ไขอย่างเต็มที่ เป็นการยืนยันว่า ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ร้ายแรงแค่ไหน กระทรวงพลังงานพร้อมจะเร่งจัดการบริหาร ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

This entry was posted in ข่าว,เทคโนโลยี่ด้าน พลังงานสีเขียว (News Green). Bookmark the permalink.

Comments are closed.